อ. James Campbell ได้ให้คำจำกัดความของเสียง clarinet ที่ดีไว้ว่า เสียง clarinet ที่ดีต้องมีลักษณะของเสียง clarinet ก็คือคนฟังแล้วสามารถบอกได้ว่า นี่คือเสียง clarinet นะ ไม่ใช่ฟังแล้วบอกว่าเป็นเสียงเครื่องดนตรีชนิดอื่น

เสียง clarinet จะมี overtone ที่ชัดเจน หรือที่หลายๆ คนเรียกว่า “Ring” อันนี้เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของ clarinet เลยก็ว่าได้ นอกจากนี้เสียง clarinet ที่ดีต้อง focus และ project สามารถส่งไปถึงผู้ฟังทุกคนได้

จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้ได้มาจากการที่ อ.ยศ วณีสอน ได้บอกว่า ลมของเครื่องเป่าก็เหมือนกับโบว์ของเครื่องสาย หลังจากที่ได้ฟังก็ได้ฉุกคิดขึ้น ต่อมาหลังจากที่มีโอกาสได้เรียนและได้ฟังจากอาจารย์อีกหลายๆ ท่าน บางท่านเคยเปรียบเทียบการเล่น clarinet กับเครื่องสายให้ฟังเช่นกัน ก็เลยลองมานั่งคิดแล้วพบว่าน่าสนใจดี ยิ่งได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนที่เล่นเครื่องสาย และไปดูคนเล่นเครื่องสายเก่งๆ เล่นแล้ว ยิ่งเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม

กระบวนการสร้างเสียงของ clarinet กับเครื่องสาย มีหลายๆ อย่างที่มีหลักการคล้ายๆ กัน สามารถนำมาประยุกต์ใช้หรือพูดให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งการกำเนิดเสียงของ clarinet นั้น เกิดจากการที่ลมไปทำให้ลิ้น (reed) สั่นจึงเกิดเสียง ในขณะที่เครื่องสายใช้โบว์ไปสีกับสาย ทำให้สายสั่นแล้วเกิดเสียงขึ้นมา ดังนั้นสิ่งที่ผมคิดก็คือ

1) ลมกับโบว์

สำหรับเครื่องสาย โบว์เป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งในการสร้างเสียง เมื่อโบว์ไปสัมผัสกับสาย เกิดการสีทำให้สายสั่นจนเกิดเสียงขึ้น ความเร็วของโบว์มีผลอย่างมากต่อเสียงที่ออกมา การใช้โบว์ช้าหรือเร็วก็ให้เสียงที่ต่างกัน ซึ่งจะสอดคล้องกับการใช้ลมของ clarinet ที่มีลมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการสร้างเสียง

ความเร็วของลมให้ผลที่ไปในทิศทางเดียวกับเครื่องสาย สำหรับ clarinet นั้น เป็นเครื่องดนตรีที่ต้องใช้ลมเร็วเพื่อให้ได้เสียงที่ focus และ project ออกมา และลมที่มีความต่อเนื่องก็จะได้เสียงที่ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอกัน เหมือนกับการใช้โบว์ที่ต่อเนื่องไม่ติดขัด เสียงที่ได้ก็จะต่อเนื่องกันมากกว่า

ส่วนจำนวนหางม้าที่ใช้เทียบได้กับปริมาณลมที่เราใช้ ถ้าใช้เยอะเสียงก็จะมีความเข้มและกังวานมากขึ้น นอกจากนี้ลมและโบว์เป็นส่วนสำคัญ ในการสร้าง dynamic และประโยคเพลงอีกด้วย

2) Embouchure

สำหรับ clarinet เราจำเป็นที่จะต้องใช้รูปปาก หรือที่เรียกว่า Embouchure ในการเป่า ซึ่งรูปปากสามารถเปรียบได้กับมือขวาของคนเล่นเครื่องสาย แต่ว่าผมแบ่งรูปปากออกเป็นสองส่วน ดังนี้

2.1) Embouchure หรือรูปปากด้านนอก

ส่วนนี้ก็จะเหมือนกับนิ้วมือข้างขวาที่จับโบว์ ของคนเล่นเครื่องสาย นิ้วเป็นตัวที่คอยเชื่อมระหว่างแขนขวากับโบว์ ซึ่งจะอยู่ในลักษณะที่ค่อนข้างสบาย เหมือนจับไว้เฉยๆ ไม่ได้ออกแรงกดจนมากเกินไป (จากเท่าที่ผมเคยสังเกตหรือคุยกับเพื่อน)

ถ้านิ้วมือข้างขวาที่จับโบว์เกร็ง ก็จะมีผลทำให้มือขวาเกร็งไปทั้งหมด หรือถ้าใช้แรงกดลงบนสายมากไป เสียงก็จะฟังแล้วไม่สบาย ความกังวานลดลง ไม่เต็มเสียง เพราะสายถูกกดทำให้การสั่นสะเทือนของสายยากลำบากมากขึ้น

ก็คล้ายกับรูปปากของ clarinet ที่เราใช้กล้ามเนื้อโดยรอบปาก เป็นตัวเชื่อมระหว่างเรากับ clarinet ถ้าเราบีบปากหรือกัดมันมากเกินไป เสียงที่ได้ก็จะไม่เต็มและฟังบี้ๆ บีบๆ ไม่น่าฟัง เพราะลิ้นถูกบีบเข้าไปติดกับ mouthpiece มากขึ้น พื้นที่ในการสั่นของลิ้นก็เลยลดลง และสั่นได้ยากขึ้นด้วย และทำให้ความถี่ในการสั่นมากขึ้น เป็นผลให้เสียงเพี้ยนสูงขึ้นอีกด้วย

ในขณะเดียวกัน ถ้าเราผ่อนปากมากเกิน เสียงก็จะย้วย บาน ไม่มี focus และแน่นอนว่าเพี้ยนต่ำ ดังนั้นจะเห็นได้ว่ารูปปากจะค่อนข้างอยู่ในจุด ที่กระชับแต่สบาย แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาของรูปปากคือ เราสามารถใช้เป็นตัวเปลี่ยน tone color ได้ ด้วยการใช้กล้ามเนื้อปากที่มากขึ้นหรือลดลง เพื่อเพิ่มหรือลดความเข้มของเสียง และยังช่วยในเรื่องของ intonation ได้อีกด้วย

2.2) Inner Embouchure หรือ Tongue Position

ส่วนนี้เรียกได้ว่ามีความสำคัญรองลงมาจากลม และสำคัญพอๆ กับมือขวาของคนเล่นเครื่องสายเลยก็ว่าได้ จากที่เคยคุยกับ อ.นาว สำหรับคนเล่นเครื่องสาย มือขวามีหน้าที่ในการสร้าง music ซึ่งผมว่าน่าจะมาจากการที่เป็นส่วนที่ใช้ควบคุมโบว์ ไม่ว่าจะเป็นความเร็วของโบว์ จำนวนหางม้าที่ใช้ หรือแม้กระทั่งทิศทางของโบว์ในการสีไปตามสายเส้นต่างๆ ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดโทนเสียง dynamic และวิธีในการเล่นที่หลากหลาย

ตำแหน่งลิ้นซึ่งเป็นอวัยวะของคนเล่น clarinet ก็มีหน้าที่ในการควบคุมความเร็วและทิศทางของลมเช่นเดียวกัน ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นสามส่วนดังนี้

ดังนั้นบางครั้งที่คนเล่น clarinet เล่นแล้วมีเสียงปี๊ดป๊าดเกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่ลิ้นส่วนนี้ขยับ หรือไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่ควรอยู่ จึงทำให้เกิดเสียงปี๊ดขึ้นมา ซึ่งไอ้เจ้าเสียงปี๊ดนี่ก็คือโน้ตใน harmonic series นั้นๆ ของ clarinet นั่นเอง ในส่วนนี้ก็จะเปรียบได้กับการที่คนเล่นเครื่องสาย ใช้มือขวาเปลี่ยนทิศทางของโบว์ไปสีสายอื่นนั่นเอง

ในความเห็นส่วนตัว ผมให้ความสำคัญกับ Inner Embouchure รองลงมาจากลม เพราะเป็นส่วนในการควบคุมในเรื่องของลมและเสียง โดยเฉพาะเรื่อง voicing ในช่วงเสียงสูง ซึ่งจริงๆ แล้วบางทีที่คนเล่น clarinet หานิ้วโน้ตตัวสูงๆ ว่าควรจะใช้การกดนิ้วแบบไหนดี หรือนิ้วไหนเป็นนิ้วที่ถูกต้องนั้น อ. James Campbell ได้บอกไว้ว่า การใช้ Inner Embouchure ในตำแหน่งที่ถูกต้องในการ voicing นี่แหละคือ “นิ้วที่ถูกต้อง”

3) ลิ้นกับสาย

สิ่งสุดท้ายที่จะเทียบก็คือ ลิ้นของ clarinet ทำหน้าที่เหมือนสายของเครื่องสาย ในการสั่นสะเทือนเพื่อทำให้เกิดเสียง แต่ว่าลิ้นที่ดีก็ช่วยให้เสียงดีขึ้น หรือทำอะไรได้ง่ายขึ้น เหมือนกับใช้สายคุณภาพดีๆ นั่นเอง

ทั้งหมดนี้ก็เป็นหลักการคร่าวๆ ในความคิดเรื่องเสียงของผม ณ ตอนนี้ ซึ่งปีหน้าหรืออีกสิบปีข้างหน้า ผมอาจจะเปลี่ยนแนวความคิดไปแล้วก็ได้ แต่ว่าหลักการที่ผมคิดว่าจะไม่เปลี่ยน (จะพยายามไม่เปลี่ยน) ก็คือ ตัวเราเป็นคนผลิตเสียง เราเป็นคนสร้างเสียงที่เราอยากได้ขึ้นมา เครื่องดนตรีเป็นแค่สื่อในการกระจายเสียงของเรา

ดังนั้น ทำตัวเราให้ดีก่อน อุปกรณ์ต่างๆ เป็นแค่ตัวเสริม อย่าใช้มันเพราะคิดว่าจะทำให้เสียงเราดี หรือเล่นดนตรีดีขึ้น ผมรับรองเลยว่าต่อให้เปลี่ยนอุปกรณ์ เปลี่ยน mouthpiece, barrel หรืออุปกรณ์อื่นๆ ไปเป็นของดีแค่ไหน มันก็จะรู้สึกว่าดีขึ้นอยู่แค่อาทิตย์สองอาทิตย์ แล้วมันก็จะกลับมาเป็นเสียงเราเหมือนเดิม ดังนั้นย้ำอีกครั้งว่า “แก้ที่ตัวเองก่อน”

อีกอย่างหนึ่งก็คือ จงภูมิใจในเสียงของตัวเอง เสียงดนตรีของเราก็เหมือนเสียงพูด ของใครของมัน ลอกไม่ได้ ถึงได้ก็แค่ใกล้เคียง ไม่มีทางเหมือน ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น สรีระ

ดังนั้น การที่มีคนจำเสียงเราได้ ถึงเขาจะไม่ชอบหรือบอกว่าเราเสียงไม่ดี ก็ยังดีกว่าการที่เขามาบอกเราว่าชอบเสียงเรา เพราะว่าเสียงเราเหมือนนัก clarinet อีกคนที่เขาชอบมาก เพราะยังไงมันก็คือเสียงเรา ถ้าตัวเรายังไม่ชอบ แล้วใครจะชอบล่ะ

ก่อนจะจบอย่างจริงจัง ขออ้างคำพูดของพี่โหน่งที่ว่า เสียงต่อให้ดีแค่ไหน ไพเราะแค่ไหน แต่ถ้ามันไม่สามารถส่งไปถึงคนฟังให้ได้ยิน มันก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี

YouTube — ลิงก์อ้างอิงเรื่อง Tongue Position (เห็นภาพชัดเจนมาก) ↗

ป.ล. บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นการย้ำเตือนสติของตัวเอง และบันทึกสิ่งที่คิดไว้ ณ ตอนนี้ ถ้าต้องการจะเผยแพร่ก็ยินดีเลย แต่อยากจะขอเตือนว่า โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพราะมันไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าความคิดนี้เป็นสิ่งที่ถูก นอกจากนี้ถ้าใครมีความคิดเห็นอะไรจะแลกเปลี่ยนหรือเพิ่มเติม ก็ยินดีเป็นอย่างมากครับ